เปิดลิสต์ค่าใช้จ่ายดูแลรถยนต์ มีอะไรบ้างที่เจ้าของรถต้องรู้

เมื่อพูดถึงการเป็นเจ้าของรถยนต์ หลายคนมักโฟกัสกับราคารถเป็นหลัก แต่อาจไม่ทันคิดว่าในการเป็นเจ้าของรถนั้น มีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดูแลรถอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษา ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายจุกจิกต่าง ๆ ถึงแม้แต่ละรายการจะดูไม่มาก แต่เมื่อรวมกันในระยะยาวก็สามารถกลายเป็นภาระก้อนใหญ่ได้โดยไม่รู้ตัว

ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ย: 55,000 – 143,500 บาท/ปี1

แบ่งเป็น 4 หมวดหลัก:

  1. ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน
  2. ค่าบำรุงรักษา
  3. ค่าใช้จ่ายแฝง
  4. ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

การทำความเข้าใจค่าใช้จ่ายเหล่านี้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เจ้าของรถสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้ว่าควรเตรียมงบประมาณไว้เท่าไรในแต่ละช่วงเวลา และลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดได้

ค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ต้องเจอแน่นอนมีอะไรบ้าง?

แน่นอนว่าไม่ว่าจะใช้รถประเภทไหน เจ้าของรถทุกคนล้วนจะต้องเจอกับค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งนับเป็นต้นทุนหลักของการมีรถ 1 คัน

 

ค่าน้ำมัน

ค่าน้ำมันเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด และมีผลโดยตรงกับการใช้งาน ยิ่งขับมาก ค่าใช้จ่ายยิ่งสูง อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในไทย คือ

หากขับประมาณ 15,000–20,000 กม./ปี จะมีค่าใช้จ่ายราว 30,000 – 60,000 บาท/ปี (ขึ้นอยู่กับอัตราสิ้นเปลืองและราคาน้ำมัน) ขึ้นอยู่กับระยะทางและอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยของรถที่ใช้

 

ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี และ พ.ร.บ.

เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกปีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นภาคบังคับ เพื่อให้รถสามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกต้อง หากไม่ทำจะเป็นการทำผิดกฏหมาย สำหรับการคุ้มครองของ พ.ร.บ. จะเป็นการคุ้มครองชีวิต และค่ารักษาพยาบาล ไม่ครอบคลุมค่าซ่อมรถ ในกรณีที่รถเราเป็นฝ่ายชน เราจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ค่าซ่อมรถทั้งรถของเราและรถของคู่กรณี  สำหรับค่าภาษีจะขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์หรือประเภทของรถ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในไทย ดังนี้

 

ภาษีรถยนต์: ประมาณ 1,500 – 4,000 บาท/ปี

พ.ร.บ.: ประมาณ 600 – 1,000 บาท/ปี

 

ค่าประกันภัยรถยนต์

ประกันภัยรถยนต์จะช่วยคุ้มครองความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดคิด สำหรับประกันตัวนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ" ซึ่งเจ้าของรถสามารถเลือกที่จะไม่ทำได้ เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ทำเฉพาะประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) อย่างไรก็ตาม ประกันภัยรถยนต์จะช่วยเราได้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าเราจะชนคนอื่น หรือถูกชน รวมถึงเวลาที่ประสบภัยพิบัติ และเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ ตัวประกันมีให้เลือกหลายประเภท เช่น ชั้น 1, 2+, 3+ ซึ่งค่าเบี้ยจะแตกต่างกันตามความคุ้มครองและรุ่นรถ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในไทย ดังนี้

 

ประกันชั้น 1: ประมาณ 15,000 – 25,000 บาท/ปี

ประกันชั้น 2+ / 3+: ประมาณ 5,000 – 15,000 บาท/ปี

 

สรุปค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่อปี (โดยประมาณ)

รถทั่วไป: อยู่ที่ประมาณ 37,000 – 89,000 บาท/ปี

(ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งาน รุ่นรถ และประเภทประกัน)

ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (Maintenance) มีอะไรบ้าง?

นอกจากค่าใช้จ่ายพื้นฐานแล้ว ค่าบำรุงรักษาตามระยะ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่เจ้าของรถทุกคนต้องเตรียมงบไว้ เพื่อให้รถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ลดการสึกหรอ และป้องกันปัญหาใหญ่ในอนาคต โดยค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้จะเกิดตามระยะทางหรือระยะเวลาใช้งาน

 

เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

ควรเปลี่ยนทุก ๆ 5,000–10,000 กม. หรือประมาณ 2–3 ครั้งต่อปี (ขึ้นอยู่กับการใช้งานและเกรดน้ำมันเครื่องที่เลือกใช้)

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 1,500 – 3,000 บาท/ครั้ง

รวมต่อปี: ประมาณ 3,000 – 6,000 บาท

 

ไส้กรองต่าง ๆ (ไส้กรองอากาศ / ไส้กรองแอร์)

ช่วยให้เครื่องยนต์และระบบปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ มักเปลี่ยนปีละ 1–2 ครั้ง

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 220 – 800 บาท/ครั้ง

รวมต่อปี: ประมาณ 220 - 1,600 บาท

 

ผ้าเบรก / จานเบรก

ผ้าเบรกมักมีอายุการใช้งานประมาณ 30,000–50,000 กม. ส่วนจานเบรกอาจนานกว่านั้น

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ดังนี้

 

ผ้าเบรก: 2,000 – 5,000 บาท/ชุด

จานเบรก: 3,000 – 8,000 บาท/คู่

เฉลี่ยต่อปี (กระจายตามอายุการใช้งาน): ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท/ปี

 

ยางรถยนต์

โดยทั่วไปควรเปลี่ยนทุก 2–3 ปี หรือประมาณ 40,000–50,000 กม.

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 28,000 บาท/ชุด (4 เส้น)

เฉลี่ยต่อปี: ประมาณ 14,000 บาท/ปี

 

น้ำมันเกียร์ / น้ำยาหล่อเย็น

เป็นของเหลวสำคัญที่ช่วยให้ระบบเครื่องยนต์และเกียร์ทำงานได้อย่างราบรื่น มักเปลี่ยนทุก 40,000 กิโลเมตร

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 1,600 บาท/ครั้ง

เฉลี่ยต่อปี: ประมาณ 800 บาท/ปี

 

สรุปค่าบำรุงรักษาต่อปี (โดยประมาณ)

รวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 20,700 - 26,700 บาท/ปี

ค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนมองข้ามมีอะไรบ้าง?

นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายพื้นฐานและค่าบำรุงรักษาตามระยะ ยังมีค่าใช้จ่ายแฝง ที่หลายคนมักมองข้าม เพราะไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี แต่เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนหรือซ่อม ก็มักเป็นค่าใช้จ่ายก้อนที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า

 

แบตเตอรี่รถยนต์

โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานประมาณ 2–3 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งานและสภาพอากาศ

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 2,000 – 5,000 บาท/ลูก

เฉลี่ยต่อปี: ประมาณ 1,000 – 2,500 บาท/ปี

 

ช่วงล่าง / โช้คอัพ

มีผลต่อความนุ่มนวลของการควบคุมพวงมาลัยและความปลอดภัยในการขับขี่ โดยทั่วไปอาจเริ่มมีอาการเมื่อใช้งาน 50,000–100,000 กม.

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 8,000 – 20,000 บาท/ชุด

เฉลี่ยต่อปี: ประมาณ 3,000 – 7,000 บาท/ปี

 

อะไหล่จุกจิกต่าง ๆ

เช่น ที่ปัดน้ำฝน หลอดไฟ ติดฟิล์ม น้ำยาต่าง ๆ รวมถึงค่าล้างรถและคาร์แคร์  แม้จะเป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แต่มีการเปลี่ยนหรือใช้บริการอยู่เรื่อย ๆ

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 500 – 20,000 บาท/ปี

 

สรุปค่าใช้จ่ายแฝงที่มักถูกมองข้ามต่อปี (โดยประมาณ)

รวมอยู่ที่ประมาณ 4,500 – 29,500 บาท/ปี

ค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินมีอะไรบ้าง?

แม้จะดูแลรถดีแค่ไหน ก็อาจมีค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือความเสียหายที่ไม่คาดคิด ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้มักไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจส่งผลกระทบต่อเงินของผู้ใช้รถอยู่ไม่น้อย

 

อุบัติเหตุ / ค่าเสียหายส่วนเกิน (Excess)

แม้จะมีประกันรถยนต์ แต่ในบางกรณีผู้ขับขี่อาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก เช่น ในเคสที่ไม่มีคู่กรณี หรือเป็นฝ่ายผิด

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 1,000 – 5,000 บาท/ครั้ง

เฉลี่ยต่อปี (เผื่อความเสี่ยง): ประมาณ 1,000 – 3,000 บาท/ปี

 

ค่าซ่อมนอกเหนือจากประกัน

เช่น ความเสียหายที่ประกันไม่ครอบคลุม หรือการสึกหรอของชิ้นส่วนบางอย่างที่ต้องซ่อมเอง

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 3,000 – 15,000 บาท/ครั้ง

เฉลี่ยต่อปี: ประมาณ 2,000 – 6,000 บาท/ปี

 

ค่าเสียโอกาส (เช่น ไม่มีรถใช้)

เมื่อรถต้องเข้าซ่อมที่ศูนย์ฯหรืออู่ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าเดินทางอื่น ๆ หรือค่าเช่ารถชั่วคราว

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 300 – 1,000 บาท/วัน

เฉลี่ยต่อปี: ประมาณ 1,000 – 5,000 บาท/ปี (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาซ่อม)

 

สรุปค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินต่อปี (โดยประมาณ)

รวมอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 14,000 บาท/ปี

ตารางสรุปค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี

 หมวดค่าใช้จ่าย

 รายการ

 ค่าใช้จ่ายต่อปี (บาท)

 ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน

 ค่าน้ำมัน

 30,000 – 60,000

 

 ประกันภัยรถยนต์

 5,000 – 25,000

 

 ภาษีรถยนต์ + พ.ร.บ.

 2,100 – 5,000

 รวมพื้นฐาน

 

 37,000 – 90,000

 

 

 

  ค่าบำรุงรักษา

 น้ำมันเครื่อง

 3,000 – 6,000

 

 ไส้กรองต่าง ๆ

 220 - 1,600

 

 ผ้าเบรก / จานเบรก (เฉลี่ย)

 2,000 – 5,000

 

 ยางรถยนต์ (เฉลี่ย)

 14,000

 รวมค่าบำรุงรักษา

 

 19,220 – 26,600

 

 

 

 ค่าใช้จ่ายแฝง

 แบตเตอรี่ (เฉลี่ย)

 1,000 – 2,500

 

 น้ำมันเกียร์ / น้ำยาหล่อเย็น

 1,000 – 3,000

 

 ช่วงล่าง / โช้คอัพ (เฉลี่ย)

 3,000 – 7,000

 

 อะไหล่จุกจิก

 500 – 20,000

 รวมค่าใช้จ่ายแฝง

 

 4,500 – 29,500

 

 

 

 ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

 ค่า Excess / อุบัติเหตุ

 1,000 – 3,000

 

 ค่าซ่อมนอกประกัน

 2,000 – 6,000

 

 ค่าเสียโอกาส

 1,000 – 5,000

 รวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

 

 4,000 – 14,000

 

 

 

 รวมทั้งหมดต่อปี

 

 65,000 – 160,000 บาท/ปี*

 

*ราคาทั้งหมดต่อปีเป็นเพียงประมาณการเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น รุ่นรถยนต์และอะไหล่ รวมถึงอัตราค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์บริการฯ


สำหรับผู้ใช้รถยนต์ Mitsubishi Motors สามารถตรวจสอบค่าบริการตามระยะของรถรุ่นต่าง ๆ ได้จากที่นี่

วางแผนค่าใช้จ่ายรถยนต์อย่างไรให้คุ้มที่สุด?

การมีรถ 1 คันจะคุ้มค่ามากแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “การวางแผนค่าใช้จ่าย” ในระยะยาวด้วย หากบริหารจัดการได้ดี จะช่วยลดภาระที่ไม่จำเป็น และทำให้การใช้รถเป็นเรื่องที่สบายใจมากขึ้น

 

เลือกรถให้เหมาะกับการใช้งาน

การเลือกประเภทรถให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ เช่น ขับในเมืองเป็นหลัก ใช้งานทุกวัน หรือเดินทางไกลบ่อย จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างมาก เพราะรถที่เหมาะกับการใช้งานจะมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบำรุงรักษาที่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง หากไม่แน่ใจในประเภทของรถ อาจลองมองหารถอเนกประสงค์ที่ขนาดไม่ใหญ่เกินไปอย่าง B-SUV ก็จะช่วยให้ผู้ใช้มีรถที่สามารถใช้งานได้หลากหลายกว่ารถเก๋งทั่วไปมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเมื่อต้องวิ่งในเส้นทางที่ต้องลุยเป็นพิเศษ

 

ใช้รถอย่างถูกวิธีเพื่อลดการสึกหรอของอะไหล่

พฤติกรรมการขับขี่มีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของรถ เช่น การเร่งหรือเบรกกระทันหัน การบรรทุกน้ำหนักเกิน หรือการละเลยการดูแลพื้นฐาน ล้วนทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอเร็วขึ้น การใช้งานอย่างเหมาะสมจะช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้

 

เข้าเช็กระยะตามกำหนด

การนำรถเข้าเช็กระยะตามกำหนดของผู้ผลิตอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เจ้าของรถสามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดโอกาสเกิดความเสียหายใหญ่ที่ต้องเสียค่าซ่อมจำนวนมากในอนาคต ถือเป็นการจ่ายน้อย เพื่อเลี่ยงจ่ายหนักในอนาคต นอกจากนี้ สำหรับรถของ Mitsubishi Motors การเช็กระยะบ่อย ๆ ยังช่วยสะสมระดับสมาชิก M-Careและเมื่อถึงระดับที่กำหนดก็จะสามารถรับคูปองส่วนลดได้อีกด้วย2

เลือกแพ็กเกจบำรุงรักษาล่วงหน้า (เช่น Service Package)

การมีแพ็กเกจบำรุงรักษา จะช่วยให้เจ้าของรถสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน เพราะแพ็กเกจบำรุงรักษา เช็กระยะฟรี มักเป็นของแถม หรือออปชันที่ลูกค้าเลือกได้ตั้งแต่ตอนออกรถ การได้ของแถมนี้จึงไม่ได้รวมถึงแค่การประหยัดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการเพิ่มความสบายใจตลอดการใช้งาน 5 ปีแรกด้วย โดยแพ็กเกจนี้จะรวมค่าบำรุงรักษาไว้ล่วงหน้าในราคาที่คาดการณ์ได้ นอกจากช่วยควบคุมงบประมาณ ยังเพิ่มความสะดวกในการดูแลรถอย่างต่อเนื่อง เช่น Service Package3 จาก Mitsubishi ที่เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ลูกค้าเช็กระยะตามรอบได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอด 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ครอบคลุมค่าแรง อะไหล่ และการตรวจเช็กตามระยะ ช่วยให้ผู้ใช้รถสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและดูแลรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องเปลี่ยน ที่อยู่นอกเหนือรายการเช็กระยะ ก็อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

(1) การรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

(2) ฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน)

(3) ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะ ค่าอะไหล่ และเคมีภัณฑ์ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

(4) บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

เลือกแบรนด์ที่มี Warranty ครอบคลุมระยะยาว

การเลือกแบรนด์ที่มีการรับประกันระยะยาว เช่น Extended Warranty จะช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต ทำให้สามารถวางแผนการเงินได้มั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับรถ Hybrid ที่มีระบบการทำงานที่แตกต่างจากรถสันดาป เหมือนกับที่ตอนนี้ Mitsubishi XFORCE HEV4 และ Xpander HEV5 ได้รับการขยายระยะเวลารับประกันจากสูงสุด 5 ปี เป็นสูงสุด 7 ปี โดยมีการรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของรถ Hybrid อุ่นใจในการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น สำหรับการขยายระยะเวลารับประกันมีรายละเอียดเต็ม ๆ ดังนี้

 

• ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรวมสูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน)

• ระบบไฮบริดทั้งระบบ รับประกันรวมสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

• รับฟรี ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง มูลค่าแบตเตอรี่ราคา 88,000 บาท

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

สรุป: การใช้รถมีรายจ่ายมากกว่าที่คิด การวางแผนที่ดีจะช่วยลดภาระระยะยาว

เห็นได้ชัดว่าการมีรถ 1 คันไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ค่าน้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าประกัน ภาษี ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายแฝงอีกหลากหลายรายการที่เกิดขึ้นตลอดอายุการใช้งาน

 

ดังนั้นเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถสะสมเป็นภาระก้อนใหญ่ได้ หากไม่ได้มีการวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้น ดังนั้น การเข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่าย และเผื่องบประมาณล่วงหน้า ไม่เพียงช่วยให้ควบคุมรายจ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด นอกจากนี้ รถที่มี Service Package และประกันที่ยาวนาน จะช่วยให้เราประหยัดรายจ่ายในช่วง 5-7 ปีแรกได้เป็นอย่างดีด้วยศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน มีการตรวจเช็กอย่างละเอียดด้วยความใส่ใจ จะช่วยให้เราได้ใช้รถอย่างราบรื่น คุ้มค่า และสบายใจมากขึ้นในทุกระยะทาง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ค่าใช้จ่ายพื้นฐานในการดูแลรถยนต์มีอะไรบ้าง

A: ค่าน้ำมัน ค่าประกันภัยรถยนต์ ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี และค่า พ.ร.บ. ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกปี

 

Q2: ค่า Maintenance บำรุงรักษารถยนต์ตามระยะมีอะไรบ้าง?

A: ค่าเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ค่าเปลี่ยนไส้กรอง ค่าเปลี่ยนผ้าเบรก และค่าเปลี่ยนยางรถยนต์

 

Q3: แพ็กเกจบำรุงรักษารถยนต์คุ้มไหม ช่วยประหยัดได้จริงหรือไม่?

A: คุ้มในระยะยาวและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เพราะครอบคลุมค่าแรงเช็กระยะ ค่าบำรุงรักษาตามระยะ ค่าอะไหล่ และเคมีภัณฑ์ ทำให้ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด

 

Q4: ค่าใช้จ่ายรถยนต์ที่คนมักมองข้ามมีอะไรบ้าง?

A: ค่าแบตเตอรี่ ค่าน้ำมันเกียร์/น้ำยาหล่อเย็น ค่าช่วงล่าง / โช้คอัพ และค่าอะไหล่สิ้นเปลืองเล็ก ๆ

 

Q5: ค่าใช้จ่ายดูแลรถยนต์ต่อปีเท่าไหร่?

A: โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 55,000 – 143,500 บาท/ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งาน ประเภทรถ และค่าประกันภัย