เจาะลึกรถอเนกประสงค์ยุคใหม่ ทำไมต้อง Full-Hybrid
รถ Full-Hybrid คืออะไร? ทำไมถึงได้เปรียบกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป
รถ Full-Hybrid คือ รถยนต์ที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ สามารถสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอก ระบบจะชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ขณะขับขี่และเบรก ทำให้ผู้ใช้ ใช้งานเหมือนรถน้ำมันทั่วไป แต่ได้ความประหยัดน้ำมันและความเงียบจากระบบไฟฟ้า
จุดเด่นของ Full-Hybrid
● ไม่ต้องชาร์จไฟจากปลั๊ก
● ประหยัดน้ำมันกว่ารถยนต์สันดาป เหมาะกับการใช้งานทุกวัน
● ดูแลรักษาง่าย แทบไม่ต่างจากรถยนต์สันดาป
● เหมาะกับผู้ใช้ที่ไม่มีจุดชาร์จที่บ้าน
ส่วนรถไฟฟ้ามีจุดเด่นด้านพลังงานสะอาด จากการใช้แบตเตอรี่ แต่ในแง่การใช้งานจริง ประกันนับแบตเตอรี่เป็นของเสื่อมตามการใช้งาน หากเกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ ประกันจะไม่จ่ายเต็ม ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมอาจสูงกว่าการใช้รถยนต์ Hybrid ด้วยเหตุนี้รถ Full-Hybrid จึงมีความยืดหยุ่นและสะดวกมากกว่าสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ในประเทศไทย
เปรียบเทียบการใช้งานจริงระหว่าง Full-Hybrid และรถไฟฟ้าทั่วไป
การใช้งาน |
Full-Hybrid |
รถไฟฟ้าทั่วไป |
ต้องชาร์จไฟหรือไม่ |
ไม่ต้อง |
ต้อง |
ความสะดวกในการเติมเชื้อเพลิง/ไฟ |
สะดวก ใช้เหมือนรถทั่วไป |
ต้องวางแผนชาร์จ |
ค่าใช้จ่ายระยะยาว |
ประเมินได้ง่าย |
มีตัวแปรที่อาจทำให้ค่าใช้จ่ายสูงหลายอย่าง |
เหมาะกับใคร |
คนที่ใช้รถทุกวัน เดินทางไกล |
คนที่ใช้รถทุกวัน มีปลั๊กชาร์จที่บ้าน |
รถอเนกประสงค์ Full-Hybrid มีความคุ้มค่าอย่างไรบ้าง?
อย่างที่ได้เห็นแล้วว่า รถ Full-Hybrid มีระบบความสะดวกในการใช้งาน เพราะไม่ต้องมีจุดชาร์จที่บ้าน ดูแลรักษาง่าย จึงเหมาะแก่การเป็นรถอเนกประสงค์ที่ต้องใช้งานอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ วัน นอกจากนี้ ยังมีข้อดีอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ประหยัดน้ำมัน
ระบบ Full-Hybrid จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) โดยทั้งสองระบบจะช่วยเสริมการขับขี่ซึ่งกันและกัน ทำให้รถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดจากระบบ e:MOTION ของ Mitsubishi ใน XFORCE HEV ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 24.4 กิโลเมตร/ลิตร
ความสะดวกสบาย
นอกเหนือจากการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เวลาขับขี่ที่เป็นจุดเด่นที่ทำให้รถ Full-Hybrid ไม่ต้องชาร์จแล้ว รถ Full-Hybrid ยังมีฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวก เช่น ในรถ Full-Hybrid ของ Mitsubishi มีโหมด EV ที่ใช้พลังจากแบตเตอรี่ 100% ทำให้จอดเปิดแอร์ได้ 20-30 นาที จึงเหมาะแก่ครอบครัวที่ต้องใช้เวลาในการจอดรถซื้อของ/หรือแวะรับลูก จนถึงโหมด EV Charge ที่ช่วยเร่งการชาร์จไฟให้เร็วยิ่งขึ้น
บำรุงรักษาง่าย
อีกข้อได้เปรียบของรถ Full-Hybrid คือการถูกออกแบบมาให้ดูแลง่าย ใกล้เคียงรถเครื่องยนต์ทั่วไป เพราะไม่ต้องพึ่งพาการชาร์จไฟจากภายนอก ในขณะที่รถไฟฟ้าทั่วไป มีระบบที่ซับซ้อนกว่า ต้องดูแลทั้งระบบเครื่องยนต์ ไฟฟ้า และระบบชาร์จจากภายนอก หากระบบใดระบบหนึ่งมีปัญหา อาจเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาวได้
นอกจากนี้ การเลือกรถ Full-Hybrid ที่มีประกันที่ยาวนาน และบริการหลังการขายที่ครอบคลุม จะช่วยให้ผู้ใช้รถอุ่นใจได้มากยิ่งขึ้น เช่น รถ Full-Hybrid ของ Mitsubishi ที่มีการรับประกันถึง 10 ปี ทำให้เหมาะแก่การใช้งานระยะยาว โดยเฉพาะเวลาที่ต้องมีการซ่อมบำรุงอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่
รถอเนกประสงค์ Full-Hybrid ใช้งานได้หลากหลายแค่ไหน?
เมื่อพูดถึงรถอเนกประสงค์ หลายคนอาจนึกถึงในมุมการใช้งานส่วนตัวเท่านั้น เช่น การไปรับไปส่งลูก การขนของเมื่อออกไปเที่ยวหรือทำธุระต่าง ๆ แต่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนว่า รถอเนกประสงค์ ยังสามารถใช้งานในมุมอื่นได้หลากหลายกว่าที่คิด โดยเฉพาะในการใช้งานในด้านธุรกิจ
รถวิ่ง Grab
ปัจจุบันการหารายเสริมได้กลายมาเป็นหนึ่งในเทรนด์ของยุคนี้ ทำให้เจ้าของรถหลายคนหันมาวิ่ง Grab หารายได้เสริม รถอเนกประสงค์ Full-Hybrid จึงถือเป็นคำตอบที่ใช่ ทั้งในแง่ของความประหยัดน้ำมันจากระบบ Full-Hybrid โดยเฉพาะหากเป็นรถ Mitsubishi Xpander HEV ก็จะมีพื้นที่โดยสารที่มาก สามารถจุกระเป๋าโดยสาร และจำนวนผู้โดยสารได้เยอะ ในขณะที่รถ B-SUV อย่าง XFORCE HEV ก็ยังสามารถจุผู้โดยสารได้สูงสุด 5 ที่นั่ง ที่แม้น้อยกว่า Xpander แต่ก็ได้เรื่องความประหยัดน้ำมันที่มากกว่า
รถ Coffee Truck
อีกหนึ่งอาชีพเสริมที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้รถอเนกประสงค์ Full-Hybrid คือ Coffee Truck ซึ่งเป็นการแปลงพื้นที่ของรถมาเป็นคาเฟ่เคลื่อนที่ ซึ่งใช้ทุนน้อย หารายได้ได้ทุกที่ จึงมีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้อิสระของ Mitsubishi Xpander HEV ที่ตอบโจทย์ผู้ที่กำลังอยากลองเปิดร้านได้เป็นอย่างดี
รถลีมูซีนสนามบิน
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการหารถมาใช้เป็นรถลีมูซีนสนามบิน รถอเนกประสงค์ Full-Hybrid ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่มาแรงในขณะนี้ เพราะโดยทั่วไป จำเป็นต้องใช้รถที่มีขนาดใหญ่เพื่อจดทะเบียนรถป้ายเขียว แต่สำหรับรถอเนกประสงค์บางรุ่นอย่าง Xpander HEV มีความน่าสนใจที่ตัวรถไม่ใช่รถใหญ่ มีขนาดเครื่องยนต์ 1.59 ลิตร ที่แม้เครื่องเล็กกว่ารถ PPV แต่ก็จุผู้โดยสารได้เท่า PPV ที่มีในตลาด โดยมีราคาตัวรถที่ต่ำกว่า แถมยังมีพื้นที่การใช้งานที่เยอะ รองรับผู้โดยสารได้มาก ทำให้นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนตั้งแต่ค่าตัวของรถแล้ว ยังช่วยประหยัดน้ำมัน จากระบบ Full-Hybrid อีกด้วย
รถใช้ในบริษัท
ในยุคที่หลายบริษัทต้องรัดเข็มขัดและควบคุมค่าใช้จ่าย รถอเนกประสงค์ Full-Hybrid ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่การรับส่งผู้บริหารและบุคลากรในบริษัท มีความปลอดภัยสูง และยังช่วยประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี
รถอเนกประสงค์ Full-Hybrid รุ่นไหนน่าสนใจบ้าง?
สำหรับรถอเนกประสงค์ Full-Hybrid มีตัวเลือกที่น่าสนใจและมาแรงในตลาดอยู่ 2 รุ่น คือ Mitsubishi XFORCE HEV และ Mitsubishi Xpander HEV ที่ตอบโจทย์ทั้งความประหยัด น่าเชื่อถือ และเทคโนโลยีทันสมัย
XFORCE HEV รถอเนกประสงค์ Full-Hybrid สุดคล่องตัว การันตีด้วยรางวัลรถแห่งปี
Mitsubishi XFORCE HEV คือรถ B-SUV 5 ที่นั่งที่มีขนาดกลาง ๆ ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป มีจุดเด่นอยู่ที่ความคุ้มค่ารอบด้าน ประหยัดน้ำมันสูงสุด 24.4 กม. / ลิตร จากระบบ Full Hybrid ระบบ AYC ช่วยรักษาสมดุลขณะเข้าโค้ง 7 โหมดการขับขี่ และการปรับจูนช่วงล่างมาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนนประเทศไทย
นอกจากนี้ภายในของ XFORCE HEV ยังอัดแน่นไปด้วยความสะดวกสบาย ตั้งแต่เบาะนั่งคนขับปรับระดับ 6 ทิศทาง โดยเบาะนั่งของ XFORCE ยังเป็นเบาะหนังสังเคราะห์ที่มาพร้อมคุณสมบัติสะท้อนความร้อน ตอบโจทย์การใช้งานในประเทศไทย และระบบ nanoe™ X ที่ฟอกอากาศและกำจัดกลิ่นภายในห้องโดยสาร ที่นอกจากจะช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ไวรัสและเชื้อรา แล้ว ยังช่วยให้ผิวเนียนชุ่มชื้น และยังช่วยให้ผมตรงและนุ่มลื่นยิ่งขึ้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในรุ่นท็อปอย่าง ULTIMATE X ยังได้ทำการอัปเกรดระบบเสียงให้เป็น Dynamic Sound Yamaha Premium ที่ทาง Yamaha พัฒนาขึ้นสำหรับ XFORCE โดยเฉพาะ
Xpander HEV รถอเนกประสงค์ที่เข้าใจทุกบทบาทของชีวิต
Mitsubishi Xpander HEV คือรถ MPV 7 ที่นั่ง ที่มีจุดเด่นที่พื้นที่การใช้งานที่กว้างขวางจากลำตัวที่ยาว และความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนพื้นที่โดยสาร โดยมีระบบ e:MOTION ที่ประกอบไปด้วย
- ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (Full Hybrid System): ประสิทธิภาพสูง ประหยัดน้ำมัน
- 7 DRIVE MODE: ปรับโหมดการขับขี่ได้ 7 รูปแบบ ได้แก่ โหมดการชาร์จ, โหมดพลังงานไฟฟ้า (EV), โหมดธรรมดา, โหมดถนนเปียก, โหมดถนนลูกรัง, โหมดถนนลาดยาง และโหมดถนนโคลน
- Active Yaw Control (AYC): ระบบควบคุมการขับขี่ช่วยเข้าโค้งอย่างแม่นยำ
สิ่งที่ทำให้ Xpander HEV แตกต่างจากรถอเนกประสงค์ทั่วไป คือความสบายในการโดยสาร โดยตัวรถออกแบบมาให้รองรับ 7 ที่นั่งอย่างเต็มรูปแบบ สังเกตได้จากพื้นที่พักขาผู้โดยสารตอนหลัง แม้แต่คนสูง 180 ซม. ก็สามารถนั่งเบาะแถว 3 ได้โดยยังมีที่เหลือด้านบน และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารอย่างที่วางน้ำที่มากถึง 20 ขวด และจุดชาร์จไฟที่คอนโซลด้านหน้า แถวกลาง และแถว 3 ทำให้สามารถชาร์จโทรศัพท์ได้ทุกตำแหน่งไม่ว่าจะนั่งอยู่แถวไหนก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: รถ Full-Hybrid ประหยัดน้ำมันจริงไหม?
A: ประหยัดน้ำมันจริง เห็นได้จาก XFORCE HEV ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร เพราะระบบจะสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำมัน โดยเฉพาะในการขับขี่ในเมืองและช่วงรถติด
Q2: Full-Hybrid ต่างจาก Plug-in Hybrid อย่างไร?
A: Full-Hybrid จะชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ขณะขับขี่และเบรก ในขณะที่ Plug-in Hybrid ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ
Q3: รถ Full-Hybrid ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟไหม?
A: ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟ สามารถใช้งานได้เสมือนใช้รถยนต์สันดาปเลย เพราะตัวรถสามารถชาร์จพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ได้เองระหว่างการขับขี่และการเบรก
Q4: รถ Full-Hybrid ดีกว่ารถใช้น้ำมันอย่างไรบ้าง?
A: ช่วยประหยัดน้ำมันมากกว่า มีเสียงเงียบกว่ารถใช้น้ำมัน เพราะตัวรถสามารถชาร์จพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ได้เองระหว่างการขับขี่และการเบรก มักจะได้เครื่องยนต์ที่แรงกว่า (มีแรงส่งจากแบตเตอรี่มาเสริม) และช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม