ระบบ ADAS คืออะไร? ทำไมต้องมีใน SUV ยุคนี้?
● ADAS คือ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงที่ใช้กล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบรถ
● ADAS ช่วยแจ้งเตือนและสนับสนุนการควบคุมรถในบางสถานการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงและภาระของผู้ขับขี่
● สาเหตุที่ SUV ควรมี ADAS เพราะช่วยเพิ่มการรับรู้และความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะรถที่มีขนาดใหญ่และใช้งานหลากหลายรูปแบบ
ปัจจุบันรถยนต์ยุคใหม่ไม่ได้พัฒนาเฉพาะด้านสมรรถนะและความสะดวกสบาย แต่ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ หนึ่งในเทคโนโลยีที่พบมากขึ้นในรถรุ่นใหม่คือ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) หรือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ซึ่งเข้ามาช่วยตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบรถและสนับสนุนผู้ขับขี่ในสถานการณ์ต่าง ๆ
ADAS ทำงานโดยอาศัยข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจจับ เช่น กล้อง เรดาร์ หรือเซนเซอร์ต่าง ๆ เพื่อนำมาประมวลผลและแจ้งเตือน หรือช่วยควบคุมการทำงานของรถในบางสถานการณ์ ทั้งนี้ ADAS เป็น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ไม่ใช่ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบและควบคุมรถอยู่เสมอ
สำหรับ SUV ซึ่งมีขนาดตัวรถและทัศนวิสัยรอบคันที่แตกต่างจากรถยนต์บางประเภท การมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่จึงมีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน ทั้งการขับขี่ในเมือง การเปลี่ยนเลน การเดินทางบนทางหลวง และการจอดรถ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก ADAS ตั้งแต่ความหมาย หลักการทำงาน ฟีเจอร์สำคัญ ไปจนถึงเหตุผลที่ระบบนี้มีความสำคัญต่อ SUV ในปัจจุบัน
ADAS คืออะไร? ทำความเข้าใจระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่
ADAS คือ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ที่ใช้กล้อง เรดาร์ เซนเซอร์ และซอฟต์แวร์ในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบรถ เพื่อช่วยแจ้งเตือนผู้ขับขี่และช่วยลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง โดยระบบ ADAS มีตั้งแต่ฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น การเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ไปจนถึงระบบที่สามารถช่วยเบรกหรือควบคุมรถในบางสถานการณ์
สิ่งสำคัญคือ ADAS ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดภาระของผู้ขับขี่ ไม่ได้มีหน้าที่แทนที่ผู้ขับขี่ทั้งหมด ดังนั้นการทำความเข้าใจว่า ADAS ทำอะไรได้บ้างและมีข้อจำกัดอย่างไร จึงเป็นสิ่งสำคัญก่อนเลือกซื้อรถ SUV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเหล่านี้
ADAS ย่อมาจากอะไร และหมายถึงอะไร?
ADAS ย่อมาจาก Advanced Driver Assistance Systems หรือ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมรอบรถ เพื่อสนับสนุนผู้ขับขี่ในสถานการณ์ต่าง ๆ
หลักการทำงานโดยทั่วไปคือ รถจะรับข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจจับ เช่น กล้อง เรดาร์ หรือเซนเซอร์ต่าง ๆ จากนั้นนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อประเมินความเสี่ยง และแจ้งเตือนหรือช่วยผู้ขับขี่ตามความสามารถของแต่ละระบบ ตัวอย่างเช่น หากตรวจพบว่ารถด้านหน้าชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ระบบอาจแจ้งเตือนผู้ขับขี่ หรือในบางระบบอาจช่วยเบรกเพื่อลดความรุนแรงของการชน
ดังนั้น ADAS จึงไม่ใช่ระบบเดียว แต่เป็นคำเรียกรวมของ เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่หลายรูปแบบ ที่ทำงานแตกต่างกันตามฟังก์ชันและระดับของระบบ
ADAS เป็นระบบขับขี่อัตโนมัติหรือไม่?
ADAS ไม่ใช่ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยผู้ขับขี่ในการควบคุมรถและรับมือกับสถานการณ์บางอย่าง โดยผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบในการควบคุมรถและเฝ้าสังเกตสภาพแวดล้อมตลอดเวลา
ความแตกต่างสำคัญคือ ADAS เน้นการ ช่วยเหลือผู้ขับขี่ เช่น แจ้งเตือนเมื่อมีความเสี่ยง ช่วยเบรกเมื่อมีโอกาสเกิดการชน หรือช่วยรักษาตำแหน่งรถให้อยู่ในเลน ขณะที่ระบบขับขี่อัตโนมัติในระดับสูงมีความสามารถในการรับผิดชอบงานขับขี่มากขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ADAS ทำงานอย่างไร? จากการตรวจจับสู่การช่วยเหลือผู้ขับขี่
ระบบ ADAS ทำงานโดยอาศัยการประสานกันของ เซนเซอร์ อุปกรณ์ประมวลผล และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยเริ่มจากการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบรถ จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อประเมินความเสี่ยง ก่อนส่งสัญญาณเตือนหรือช่วยควบคุมรถในบางสถานการณ์ตามความสามารถของแต่ละฟีเจอร์
พูดให้เข้าใจง่าย ADAS มีหลักการทำงานเป็น 3 ขั้นตอน คือ Sensors → Processing → Assistance ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่สำคัญดังนี้
ADAS ใช้ Sensors อะไรในการตรวจจับรอบรถ?
Sensors คือส่วนที่ทำหน้าที่ตรวจจับข้อมูลรอบรถ โดย ADAS อาจใช้กล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ประเภทต่าง ๆ เพื่อมองเห็นรถ คน สิ่งกีดขวาง เส้นจราจร รวมถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุในบริเวณรอบรถ
ตัวอย่างเช่น กล้อง สามารถช่วยตรวจจับเส้นแบ่งช่องจราจรและวัตถุด้านหน้า ขณะที่ เรดาร์ สามารถตรวจจับวัตถุและประเมินระยะห่างหรือความเร็วสัมพัทธ์ได้ ข้อมูลจากอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังระบบประมวลผลเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์
สำหรับ Mitsubishi XFORCE เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ Diamond Sense จะทำงานร่วมกับระบบตรวจจับต่าง ๆ เพื่อช่วยเฝ้าระวังสภาพแวดล้อมรอบรถและสนับสนุนการทำงานของระบบความปลอดภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีตรวจจับและประมวลผลข้อมูลมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
ทั้งนี้ รถแต่ละรุ่นอาจใช้จำนวนและประเภทของเซนเซอร์แตกต่างกัน ดังนั้นการมี ADAS จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคันจะมีความสามารถหรือทำงานได้เหมือนกันทั้งหมด
ADAS ประมวลผลข้อมูลและประเมินความเสี่ยงอย่างไร?
Processing คือขั้นตอนที่ระบบนำข้อมูลจากเซนเซอร์มาวิเคราะห์ เพื่อประเมินว่าสถานการณ์รอบรถมีความเสี่ยงหรือไม่ โดยระบบจะประมวลผลข้อมูลที่ได้รับและเปรียบเทียบกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับฟังก์ชันนั้น ๆ
ตัวอย่างเช่น หากระบบตรวจพบว่ารถด้านหน้ากำลังชะลอตัวและระยะห่างลดลงอย่างรวดเร็ว ระบบสามารถประเมินได้ว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการชน จากนั้นจึงส่งคำสั่งไปยังระบบที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งเตือนหรือช่วยเหลือผู้ขับขี่
ขั้นตอนนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ ADAS ไม่ได้เพียงมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบรถ แต่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และตอบสนองตามสถานการณ์ได้
ADAS ช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างไร?
Assistance คือขั้นตอนที่ระบบตอบสนองหลังจากตรวจพบและประเมินสถานการณ์แล้ว โดยรูปแบบการช่วยเหลือจะแตกต่างกันไปตามฟีเจอร์ของ ADAS ตั้งแต่การแจ้งเตือน ไปจนถึงการช่วยควบคุมรถในบางสถานการณ์
ตัวอย่างเช่น ระบบอาจแจ้งเตือนเมื่อมีความเสี่ยงต่อการชน เตือนเมื่อรถออกนอกเลน ตรวจจับรถในจุดอับสายตา หรือช่วยเบรกฉุกเฉิน ทั้งนี้ ระบบบางประเภทอาจช่วยควบคุมพวงมาลัยหรือรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ADAS เป็นเพียง ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ไม่ใช่ระบบที่สามารถรับผิดชอบการขับรถแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด ผู้ขับขี่ยังคงต้องมีสมาธิ สังเกตสภาพแวดล้อม และพร้อมควบคุมรถอยู่เสมอ
ADAS มีระบบอะไรบ้าง? รู้จักฟีเจอร์สำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย
ADAS ไม่ได้หมายถึงระบบใดระบบหนึ่ง แต่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทำงานแตกต่างกันไปตามแต่ละฟังก์ชัน โดยมีทั้งระบบที่ช่วยเตือนความเสี่ยง ระบบที่ช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ และระบบที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการควบคุมรถ ซึ่งฟีเจอร์ที่พบได้ในรถยนต์ยุคใหม่มีดังนี้
FCW คืออะไร? ระบบเตือนการชนด้านหน้าช่วยอย่างไร?
Forward Collision Warning (FCW) หรือระบบเตือนการชนด้านหน้า เป็นระบบที่ตรวจจับรถหรือสิ่งกีดขวางด้านหน้าและแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อการชน โดยอาจใช้กล้อง เรดาร์ หรือเซนเซอร์ที่ติดตั้งบริเวณด้านหน้ารถในการตรวจจับ
เมื่อระบบพบว่าระยะห่างจากวัตถุด้านหน้าลดลงจนอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยง ระบบจะแจ้งเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถชะลอหรือเบรกได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม FCW เป็นระบบแจ้งเตือน ไม่ใช่ระบบเบรกอัตโนมัติ ผู้ขับขี่ยังคงต้องเป็นผู้ควบคุมรถ
AEB คืออะไร? ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทำงานอย่างไร?
Automatic Emergency Braking (AEB) หรือระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เป็นระบบที่สามารถช่วยเบรกเมื่อรถตรวจพบความเสี่ยงต่อการชนด้านหน้าและผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองได้ทันท่วงที ทั้งนี้ การทำงานจริงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและข้อจำกัดของระบบในรถแต่ละรุ่น
AEB มีเป้าหมายหลักเพื่อ ช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือช่วยลดความรุนแรงของการชน โดยระบบอาจทำงานร่วมกับ FCW ซึ่งทำหน้าที่แจ้งเตือนก่อน ขณะที่ AEB สามารถเข้ามาช่วยเบรกเมื่อสถานการณ์มีความเสี่ยงมากขึ้น
LDW และ LKA คืออะไร? ระบบช่วยเรื่องการรักษาเลนอย่างไร?
Lane Departure Warning (LDW) คือระบบเตือนเมื่อรถมีแนวโน้มออกนอกช่องจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วน Lane Keeping Assist (LKA) คือระบบที่สามารถช่วยควบคุมพวงมาลัยเพื่อให้รถอยู่ในช่องทางเดินรถ ภายใต้เงื่อนไขที่ระบบรองรับ
ทั้งสองระบบใช้ข้อมูลจากกล้องหรือเซนเซอร์เพื่อตรวจจับเส้นแบ่งช่องจราจร โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนเลนหรือออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ขับขี่เสียสมาธิหรือเกิดความเหนื่อยล้า
BSW คืออะไร? ระบบเตือนจุดอับสายตาช่วยอะไร?
Blind Spot Warning (BSW) หรือระบบเตือนจุดอับสายตา ช่วยตรวจจับรถหรือวัตถุที่อยู่บริเวณด้านข้างหรือมุมอับของรถ และแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีความเสี่ยงระหว่างการเปลี่ยนเลน
ระบบนี้มีประโยชน์อย่างมากกับ SUV เนื่องจากตัวรถมีขนาดและความสูงมากกว่ารถยนต์บางประเภท ทำให้การมองเห็นพื้นที่รอบคันในบางมุมอาจทำได้ไม่เต็มที่ BSW จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เพิ่มความมั่นใจก่อนเปลี่ยนช่องจราจร
RCTA คืออะไร? ระบบเตือนรถขณะถอยช่วยอย่างไร?
Rear Cross Traffic Alert (RCTA) หรือระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านด้านหลังขณะถอย ช่วยตรวจจับรถหรือวัตถุที่กำลังเคลื่อนผ่านบริเวณด้านหลังรถในขณะที่ผู้ขับขี่กำลังถอยออกจากช่องจอด
ระบบจะแจ้งเตือนเมื่อพบความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่หยุดหรือชะลอการถอยได้ทันเวลา จึงเหมาะกับสถานการณ์ที่ทัศนวิสัยด้านหลังถูกจำกัด เช่น การถอยออกจากช่องจอดที่มีรถคันอื่นบดบัง
ACC คืออะไร? ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันช่วยอะไร?
Adaptive Cruise Control (ACC) หรือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน สามารถช่วยรักษาความเร็วที่ผู้ขับขี่ตั้งไว้ พร้อมปรับความเร็วตามระยะห่างจากรถคันหน้าในขอบเขตที่ระบบรองรับ
ACC ช่วยลดภาระของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการเดินทางบนถนนหรือทางหลวงที่ต้องรักษาความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ยังต้องติดตามสภาพการจราจรและพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา
ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าและความสนใจของผู้ขับขี่คืออะไร?
ระบบ Driver Monitoring หรือ Driver Attention Warning เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจสอบระดับความสนใจหรือพฤติกรรมของผู้ขับขี่ตามความสามารถของแต่ละระบบ หากตรวจพบสัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าผู้ขับขี่เสียสมาธิหรือมีอาการเหนื่อยล้า ระบบสามารถแจ้งเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังหรือพักการขับขี่
ฟีเจอร์นี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของ ADAS ที่ไม่ได้มุ่งช่วยควบคุมรถเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยด้านผู้ขับขี่ด้วย
ADAS ฟีเจอร์ไหนสำคัญที่สุด?
ไม่มี ADAS ฟีเจอร์ใดที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละระบบช่วยรับมือกับความเสี่ยงคนละรูปแบบ โดยฟีเจอร์พื้นฐานที่ควรพิจารณา ได้แก่ FCW และ AEB สำหรับความเสี่ยงด้านหน้า, LDW/LKA สำหรับการรักษาช่องทาง, BSW/RCTA สำหรับการตรวจจับรถรอบคัน และ ACC สำหรับช่วยลดภาระในการเดินทางระยะไกล
ดังนั้น ก่อนเลือก SUV ไม่ควรดูเพียงว่ารถมี ADAS หรือไม่ แต่ควรตรวจสอบว่า มีระบบอะไรบ้าง ระบบแต่ละประเภททำงานในสถานการณ์ใด และมีข้อจำกัดอย่างไร เพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานจริงของตัวเอง
ADAS มีกี่ระดับ? ทำความเข้าใจเทคโนโลยีช่วยขับ Level 0–5
การแบ่งระดับการขับขี่อัตโนมัติ Level 0–5 เป็นมาตรฐานที่ใช้บอกว่า รถสามารถช่วยงานขับขี่ได้มากน้อยเพียงใด โดยระดับเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นระดับของ ADAS โดยตรง แต่เป็นการจัดระดับ Driving Automation ตามแนวทางของ SAE International ตั้งแต่ Level 0 ที่ไม่มีระบบอัตโนมัติในการขับขี่ ไปจนถึง Level 5 ที่รถสามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องมีคนขับ
โดยทั่วไป รถยนต์ที่มี ADAS ในตลาดปัจจุบันยังอยู่ในกลุ่ม Level 0–2 เป็นหลัก โดยเฉพาะ Level 1 และ Level 2 ซึ่งระบบสามารถช่วยผู้ขับขี่ในบางหน้าที่ เช่น การควบคุมความเร็ว การรักษาระยะห่าง หรือการประคองรถให้อยู่ในช่องทาง แต่ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบและควบคุมรถอยู่เสมอ
Level 0 คืออะไร? รถที่ไม่มีระบบช่วยควบคุมการขับขี่
Level 0 คือระดับที่รถไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการขับขี่อย่างต่อเนื่อง แม้รถอาจมีระบบแจ้งเตือนหรือระบบช่วยเหลือบางอย่าง เช่น การเตือนการชนหรือเตือนเมื่อรถออกนอกเลน แต่ผู้ขับขี่ยังคงเป็นผู้ควบคุมรถทั้งหมด
จุดสำคัญคือ Level 0 สามารถมีเทคโนโลยีช่วยเตือนได้ แต่ระบบเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมรถอย่างต่อเนื่อง
Level 1 คืออะไร? ระบบช่วยขับที่ควบคุมรถได้หนึ่งด้าน
Level 1 คือระดับที่ระบบสามารถช่วยควบคุมการขับขี่ได้หนึ่งด้านในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ช่วยควบคุมความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้า หรือช่วยควบคุมทิศทางรถให้อยู่ในช่องทาง โดยผู้ขับขี่ยังคงต้องควบคุมรถและเฝ้าสังเกตสภาพแวดล้อม
ตัวอย่างเทคโนโลยีที่อาจอยู่ในระดับนี้ คือ LDW (Lane Departure Warning) - ระบบเตือนการออกนอกเลน ที่ช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อรถเบี่ยงออกนอกช่องจราจรโดยไม่ตั้งใจ ทั้งนี้ การจัดระดับขึ้นอยู่กับความสามารถและการทำงานร่วมกันของระบบในรถแต่ละรุ่น
สำหรับรถ Mitsubishi ที่มี Adas Level 1 คือ Mitsubishi Xpander HEV/Xpander Cross HEV โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เช่น
● ระบบเตือนการออกนอกเลน (LDW)
● ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW)
● ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA)
● ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)
● ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control)
Level 2 คืออะไร? ระบบช่วยขับที่ควบคุมความเร็วและทิศทางพร้อมกัน
Level 2 คือระดับที่ระบบสามารถช่วยควบคุมทั้งความเร็วหรือการเร่ง-เบรก และทิศทางของรถได้พร้อมกันภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าและช่วยประคองรถให้อยู่ในช่องทาง
Mitsubishi XFORCE HEV ถือเป็นรถ SUV ที่มี ADAS Level 2 ซึ่งควบคุมทั้งพวงมาลัย คันเร่ง และเบรกอัตโนมัติร่วมกัน โดยทำงานภายใต้ระบบ Diamond Sense ที่มีกล้องด้านหน้า เรดาร์ และเซ็นเซอร์ Ultra Sonic ร่วมกันตรวจจับวัตถุที่อยู่รอบตัวรถ โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ดังนี้
● กล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ และระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (MAM with MOD)
● ระบบเตือนเมื่อรถด้านหน้าออกตัวหรือเคลื่อนที่ไปด้านหน้า (LCDN)
● ระบบเตือนจุดอับสายตา และระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW with LCA)
● ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM)
● ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติถึงจุดหยุดนิ่ง (ACC)
● ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB)
● ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)
● ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก ระบบเสริมแรงเบรก และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อยความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร
แม้จะช่วยลดภาระในการขับขี่ได้มากกว่า Level 1 แต่ ผู้ขับขี่ยังต้องมีสมาธิและพร้อมเข้าควบคุมรถตลอดเวลา เพราะระบบยังไม่ได้รับผิดชอบการขับขี่ทั้งหมด
Level 3 คืออะไร? ระบบขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข
Level 3 คือระดับที่ระบบสามารถรับผิดชอบงานขับขี่ทั้งหมดภายใต้เงื่อนไขและพื้นที่ที่กำหนด โดยผู้ขับขี่สามารถละจากการควบคุมรถได้ในช่วงที่ระบบทำงานตามเงื่อนไข แต่ต้องพร้อมกลับมาควบคุมรถเมื่อระบบร้องขอ
จึงแตกต่างจาก Level 2 อย่างเห็นได้ชัด เพราะหน้าที่ในการขับขี่ภายใต้เงื่อนไขที่ระบบรองรับจะถูกส่งต่อให้ระบบ อย่างไรก็ตาม Level 3 ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ สภาพการจราจร และเงื่อนไขการใช้งาน
Level 4 คืออะไร? ระบบขับขี่อัตโนมัติระดับสูงในพื้นที่ที่กำหนด
Level 4 คือระดับที่รถสามารถขับขี่อัตโนมัติได้โดยไม่ต้องให้มนุษย์ควบคุมภายในพื้นที่หรือเงื่อนไขที่ระบบรองรับ หากอยู่นอกขอบเขตดังกล่าว ระบบจะไม่สามารถทำงานในระดับอัตโนมัตินี้ได้
ตัวอย่างแนวคิดของ Level 4 คือรถที่สามารถเดินทางแบบอัตโนมัติภายในพื้นที่ที่กำหนดไว้ เช่น เส้นทางหรือเขตให้บริการเฉพาะ โดยระบบสามารถจัดการงานขับขี่ได้เองภายใต้เงื่อนไขที่ออกแบบมา
Level 5 คืออะไร? รถขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ
Level 5 คือระดับสูงสุดของระบบขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งรถสามารถทำหน้าที่ขับขี่ได้ทุกสถานการณ์และทุกสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สามารถขับรถได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ขับขี่เข้ามาควบคุม
ในระดับนี้ รถไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการควบคุมจากมนุษย์ในการขับขี่ และแนวคิดของรถสามารถเดินทางได้โดยไม่มีผู้ขับขี่ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี Level 5 ยังแตกต่างจาก ADAS ที่พบในรถยนต์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปในปัจจุบันอย่างมาก และยังอยู่ในขั้นพัฒนาและทดสอบทางเทคนิค โดยยังไม่มีการใช้งานในรถจริงแต่อย่างไร
รถที่มี ADAS ในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ระดับไหน?
รถยนต์ที่มี ADAS ในตลาดปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในช่วง Level 0–2 โดยรถที่มีระบบช่วยควบคุมทั้งความเร็วและทิศทางพร้อมกันจะอยู่ในกลุ่ม Level 2 ตามเกณฑ์ของ SAE ขณะที่ระบบ ADAS ทั่วไป เช่น FCW, AEB, BSW หรือ LDW อาจเป็นเพียงระบบแจ้งเตือนหรือระบบช่วยเหลือเฉพาะด้าน จึงไม่ควรนำคำว่า มี ADAS ไปตีความว่าเป็น Level 2 โดยอัตโนมัติ
ดังนั้น เมื่อเลือกซื้อ SUV สิ่งสำคัญกว่าการดูเพียงว่ารถคันนี้มี ADAS คือการตรวจสอบว่า มีฟีเจอร์อะไรบ้าง ระบบช่วยผู้ขับขี่ในด้านใด และผู้ขับขี่ยังต้องรับผิดชอบอะไรอยู่ เพราะแม้รถจะมีเทคโนโลยีช่วยขับที่ทันสมัย แต่ผู้ขับขี่ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยในการเดินทาง
ADAS Level 1 กับ Level 2 ต่างกันอย่างไร?
Level 1 และ Level 2 ต่างกันที่ความสามารถในการช่วยควบคุมรถ โดย Level 1 ช่วยควบคุมการขับขี่ได้เพียงด้านใดด้านหนึ่ง ขณะที่ Level 2 สามารถช่วยควบคุมทั้งทิศทางและความเร็วหรือการเร่ง-เบรกได้พร้อมกันภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แต่ทั้งสองระดับยังต้องมีผู้ขับขี่คอยควบคุมและรับผิดชอบการขับขี่
หัวข้อ | Level 1 | Level 2 |
การช่วยควบคุมรถ | ช่วยควบคุมด้านใดด้านหนึ่ง | ช่วยควบคุมทิศทางและความเร็ว/การเบรกพร้อมกัน |
ตัวอย่างการทำงาน | ACC หรือระบบช่วยประคองรถอย่างใดอย่างหนึ่ง | ACC ทำงานร่วมกับระบบช่วยประคองรถ |
ผู้ขับขี่ต้องควบคุมรถหรือไม่? | ต้อง | ต้อง |
ผู้ขับขี่ต้องเฝ้าสังเกตถนนหรือไม่? | ต้อง | ต้อง |
ระบบขับรถแทนผู้ขับขี่หรือไม่? | ไม่ | ไม่ |
ระดับการช่วยเหลือ | ช่วยบางส่วน | ช่วยได้มากขึ้นในสถานการณ์ที่รองรับ |
กล่าวง่าย ๆ คือ Level 1 = ช่วยควบคุมรถ 1 ด้าน ส่วน Level 2 = ช่วยควบคุมรถ 2 ด้านพร้อมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า Level 2 จะเป็นรถขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ผู้ขับขี่ยังคงต้องมีสมาธิและพร้อมเข้าควบคุมรถตลอดเวลา
ทำไม ADAS จึงสำคัญกับ SUV ยุคนี้?
ADAS มีความสำคัญกับ SUV ยุคใหม่ เพราะรถประเภทนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการขับขี่ในเมือง การเดินทางไกล และการเดินทางพร้อมผู้โดยสารหลายคน ขณะเดียวกัน SUV หลายรุ่นมีตัวถังที่ใหญ่และสูงกว่ารถยนต์นั่งทั่วไป ทำให้ทัศนวิสัยและการมองเห็นพื้นที่รอบคันในบางมุมอาจมีข้อจำกัด
การมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่จึงเข้ามาช่วย ลดภาระ เพิ่มการรับรู้สถานการณ์ และเสริมความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องรับมือกับรถรอบข้างหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำไม SUV ที่มีขนาดใหญ่จึงควรมี ADAS?
SUV ที่มีตัวถังขนาดใหญ่และตำแหน่งการนั่งสูงอาจมีพื้นที่รอบคันบางส่วนที่มองเห็นได้ยาก โดยเฉพาะบริเวณด้านข้าง ด้านหลัง หรือมุมที่ถูกบดบังจากโครงสร้างตัวรถ แม้ผู้ขับขี่จะมีทัศนวิสัยที่ดีจากตำแหน่งนั่งที่สูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมองเห็นทุกพื้นที่รอบรถได้ทั้งหมด
ระบบ ADAS จึงเข้ามาช่วยเติมเต็มการรับรู้ของผู้ขับขี่ผ่านกล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ เช่น BSW ที่ช่วยเตือนรถในจุดอับสายตา หรือ RCTA ที่ช่วยเตือนรถที่กำลังเคลื่อนผ่านด้านหลังขณะถอย ทำให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจสังเกตได้ยากด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ADAS ไม่ได้ทำให้จุดอับสายตาหายไปทั้งหมด และผู้ขับขี่ยังคงต้องตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบรถด้วยตัวเองก่อนเปลี่ยนเลนหรือเคลื่อนรถ
SUV ใช้งานหลากหลายแบบ ADAS ช่วยได้อย่างไร?
SUV มักถูกใช้งานในหลากหลายสถานการณ์ จึงได้ประโยชน์จาก ADAS ที่ช่วยรับมือกับความเสี่ยงแตกต่างกัน ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองที่มีรถหนาแน่น ไปจนถึงการเดินทางไกลบนทางหลวง
ในการขับขี่ในเมือง ระบบอย่าง AEB, BSW และ RCTA สามารถช่วยเพิ่มการรับรู้ในสถานการณ์ที่มีรถหรือวัตถุอยู่รอบคัน ขณะที่การเดินทางระยะไกลอาจได้ประโยชน์จาก FCW, ACC และระบบช่วยรักษาช่องทาง ซึ่งช่วยลดภาระในการขับขี่และช่วยให้ผู้ขับขี่รับมือกับสถานการณ์บนถนนได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น ความสำคัญของ ADAS สำหรับ SUV ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มความสามารถในการขับขี่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยให้รถสามารถ สนับสนุนผู้ขับขี่ในสถานการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น
ADAS ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ SUV ได้อย่างไร?
ADAS ช่วยเพิ่มความมั่นใจด้วยการทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการตรวจจับและแจ้งเตือนความเสี่ยงที่ผู้ขับขี่อาจรับรู้ได้ไม่ทันหรือสังเกตได้ยาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างเช่น หากรถด้านหน้าชะลอตัวอย่างกะทันหัน ระบบ FCW สามารถช่วยแจ้งเตือน ขณะที่ AEB อาจเข้ามาช่วยเบรกเมื่อระบบตรวจพบความเสี่ยงต่อการชนตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วน BSW และ RCTA ช่วยเพิ่มการรับรู้เมื่อมีรถอยู่ในบริเวณที่มองเห็นได้ยาก
จึงอาจกล่าวได้ว่า ADAS ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อทำให้ SUV ขับเร็วขึ้นหรือเพิ่มสมรรถนะของตัวรถโดยตรง แต่ช่วยให้ผู้ขับขี่รับรู้สถานการณ์และควบคุมรถได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของรถ SUV ยุคใหม่ที่ต้องรองรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล
มั่นใจทุกเส้นทาง กับ Mitsubishi XFORCE HEV ที่มีระบบความปลอดภัยรอบคันอัจฉริยะ Diamond Sense
Mitsubishi XFORCE ถือเป็นหนึ่งใน SUV ที่นำแนวคิด ADAS มาใช้ผ่าน Diamond Sense ระบบความปลอดภัยรอบคันอัจฉริยะ ซึ่งรวมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ช่วยเฝ้าระวังสถานการณ์รอบรถ ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงความเสี่ยงได้มากขึ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับความเสี่ยงด้านหน้าด้วยระบบเตือนการชนและช่วยลดความรุนแรงของการชน การช่วยเฝ้าระวังและรักษาตำแหน่งรถในช่องทาง รวมถึงการตรวจจับรถบริเวณจุดอับสายตาและขณะถอยหลัง ขณะที่ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันยังช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าในการเดินทางระยะไกล จึงสะท้อนให้เห็นว่า ADAS ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่อยู่ในรายการสเปกรถ แต่สามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนการขับขี่ในสถานการณ์จริง
สรุป: ADAS สำคัญกับ SUV ยุคใหม่อย่างไร?
ADAS คือเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดภาระของผู้ขับขี่ โดยใช้กล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบรถ ก่อนแจ้งเตือนหรือช่วยควบคุมรถในบางสถานการณ์ จึงมีบทบาทสำคัญกับ SUV ยุคใหม่ที่ต้องรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ทั้งการขับขี่ในเมือง การเดินทางไกล และการเดินทางพร้อมครอบครัว
สำหรับ SUV ที่มีตัวถังขนาดใหญ่และอาจมีข้อจำกัดด้านการมองเห็นในบางมุม ระบบอย่าง FCW, AEB, BSW, RCTA, LDW/LKA และ ACC สามารถเข้ามาช่วยเสริมการรับรู้และลดความเสี่ยงในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ADAS ไม่ใช่ระบบขับขี่อัตโนมัติ ผู้ขับขี่ยังคงต้องมีสมาธิและพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา
ดังนั้น การเลือก SUV ในปัจจุบันจึงไม่ควรพิจารณาเพียงขนาด สมรรถนะ หรือความสะดวกสบาย แต่ควรดู ระบบ ADAS ที่ติดตั้งมาให้ ฟังก์ชันที่ครอบคลุมลักษณะการใช้งานจริง และข้อจำกัดของแต่ละระบบ เพราะเทคโนโลยีที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อขับรถแทนคน แต่เป็นตัวช่วยที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ADAS คืออะไร?
A: ADAS คือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงที่ใช้กล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์เพื่อตรวจจับสภาพแวดล้อม พร้อมแจ้งเตือนหรือช่วยควบคุมรถในบางสถานการณ์
Q2: ADAS ย่อมาจากอะไร?
A: ADAS ย่อมาจาก Advanced Driver Assistance Systems หรือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง
Q3: ADAS มีระบบอะไรบ้าง?
A: ระบบ ADAS มีหลายฟังก์ชัน เช่น FCW, AEB, LDW, LKA, BSW, RCTA และ ACC ซึ่งแต่ละระบบมีหน้าที่ช่วยเตือนหรือสนับสนุนการขับขี่แตกต่างกัน
Q4: ADAS ช่วยเรื่องความปลอดภัยอย่างไร?
A: ADAS ช่วยตรวจจับและแจ้งเตือนความเสี่ยง เช่น การชนด้านหน้า รถในจุดอับสายตา หรือการออกนอกเลน และบางระบบสามารถช่วยเบรกหรือควบคุมรถเพื่อลดความเสี่ยงได้
Q5: ADAS กับ Active Safety ต่างกันอย่างไร?
A: Active Safety คือแนวคิดหรือกลุ่มเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ส่วน ADAS คือกลุ่มระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงที่ใช้การตรวจจับและประมวลผลเพื่อช่วยผู้ขับขี่ โดย ADAS หลายฟังก์ชันจึงเป็นส่วนหนึ่งของ Active Safety ได้